Statement of concern on the plight of new Rohingya arrivals in Thailand

Thai version

The Asia Pacific Refugee Rights Network is deeply concerned about the plight of an estimated 226 Rohingya boat people, including an unknown number of children, reportedly detained by Thai authorities in the southern provinces of Thailand.  They were intercepted in three boats: one boat with 91 persons intercepted in Trang Province on 22 January, one boat with 67 aboard in Satun Province on 23 January 2011 and another group of 68 detained  in Phuket Province on 1 February 2011 respectively.

The conditions of their detention are difficult to ascertain due to denial of access to the detainees but we understand that the Thai authorities have provided some basic support of food and some health care.   We are particularly concerned that the Immigration police declared that they would be deported to Burma/Myanmar[1]. The Rohingya are an ethnic group of North Arakan State professing Islam and have been described as one of the world’s most persecuted minorities.   They were rendered stateless by the 1982 Citizenship Law, enacted to legitimize discrimination and arbitrary treatment against them.  They face severe restrictions of movement, even for travelling between villages; couples must obtain official permission to marry and they are disproportionately subject to forced labour, informal taxes and arbitrary detention. During the session of the Universal Periodic Review on Myanmar in Geneva on 27 January 2010, the regime reiterated that ‘those people do not constitute any national race and that they are illegal immigrants residing along the border areas of Northern Rakhine State[2].’ We are particularly dismayed that the Myanmar has rejected all recommendations by states calling for a revision of the 1982 Citizenship or to put an end to racial discrimination against Rohingyas. Thailand has an obligation arising from its human rights treaty and customary obligations not to return individuals to a place where they would face torture or other persecution.  In addition, Thailand currently holds the Presidency of the UN Human Rights Council and is a member of the Executive Committee of UNHCR; in gaining election to these positions Thailand undertook to advance the cause of human rights at the national, regional, and international levels and to devote itself to the solution of refugee problems. We call upon the Royal Thai Government to recognize the plight of the Rohingya boat people and to protect them from persecution. We call upon the Royal Thai Government to allow the UNHCR and legal counsel unhindered access to the new Rohingya arrivals, and desist from returning them to Burma where they face certain persecution and deplorable conditions. We call on the Royal Thai Government to establish a legal framework and systematic mechanism to deal effectively with all asylum seekers and refugees seeking protection in Thailand. To endorse please go to as of 8th February 2011

Organisation Country
Refugee Council of Australia Australia
Chin Human Rights Organization Burma
Droits Humains Sans Frontières Democratic Republic of Congo
Sahana Basavapatna India
The Other Media India
International Detention Coalition International
Community Action Network Malaysia
Health Equity Initiatives Malaysia
Indigenous Peoples Development Centre(IPDC) Malaysia
Jaringan Rakyat Tertindas (JERIT) and Community Development Centre (CDC) Malaysia
Lawyers for Liberty Malaysia
Malaysian Social Research Institute(MSRI) Malaysia
NurSalam Malaysia
Suara Rakyat Malaysia (SUARAM) MALAYSIA
Tenaganita Malaysia
The National Human Rights Society (HAKAM) Malaysia
Voice of the Children Malaysia
Myanmar Youth Knowledge Initiative Myanmar
INHURED International Nepal
New Zealand National Refugee Network New Zealand
The Arakan Project Regional
Korean Public Interest Lawyers Group GONGGAM Republic of Korea
NANCEN South Korea
People’s Empowerment Foundation Thailand
Thai Committee for Refugees (TCR) Thailand
Asylum Access U.S.A/ THAILAND
Refugee Law Project Uganda
Fahamu Refugee Programme UK
The Equal Rights Trust United Kingdom
UNANIMA International USA

[1] AFP, ‘Thai police to deport 91 Rohingya to Myanmar”, 24 January 2011. [2] United Nations General Assembly Ref. A/HRC/WG.6/10/L.7 , Draft report of the Working Group on the Universal Periodic Review, Myanmar, 31 January 2011 – Final report to be issued as A/HRC/17/9. แถลงการณ์แสดงความกังวลเรื่องการหนีภัยมายังประเทศไทยของชาวโรฮิงยากลุ่มล่าสุด วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อการจับกุมและกักกันชาวโรฮิงยาจำนวน ๒๒๖ คน ในภาคใต้ของประเทศไทย บุคคลเหล่านี้หนีภัยมายังประเทศไทยโดยใช้เส้นทางเรือ ซึ่งในจำนวนเหล่านี้ มีเด็กไม่ทราบจำนวนรวมอยู่ด้วย เรือโดยสารจำนวน ๓ ลำ ได้ถูกสกัดจับ ซึ่งลำแรกมีชาวโรฮิงยาจำนวน ๙๑ คนถูกสกัดจับในจังหวัดตรังในวันที่ ๒๒ มกราคม อีกหนึ่งลำถูกสกัดจับในจังหวัดสตูลในวันที่ ๒๓ มกราคม มีชาวโรฮิงยามีจำนวน ๖๗ คน และลำสุดท้ายถูกสกัดจับที่จังหวัดภูเก็ตในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ มีจำนวน ๖๘ คน สภาพของสถานที่กักกันตัวยังไม่ทราบเป็นที่แน่ชัดอันเนื่องมาจากการปิดกั้นในการเข้าถึงตัวของผู้ถูกกักกัน ทางเครือข่ายเข้าใจว่ารัฐบาลไทยได้ให้การช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน เช่น การดูแลด้านอาหารและสุขภาพ หากแต่ทางเครือข่ายมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้มีประกาศว่าจะส่งตัวบุคคลเหล่านี้กลับไปยังประเทศพม่า ชาวโรฮิงยาเป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐอาราข่านซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม และเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่ถูกภัยประหัตประหารมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก บุคคลกลุ่มนี้ได้กลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติ เนื่องจากกฏหมายสิทธิว่าด้วยการเป็นพลเมืองปี พ.ศ. ๒๕๒๕ กฏหมายนี้ทำให้เกิดการแบ่งแยกทางเชื้อชาติและการปฏิบัติอย่างทารุณต่อบุคคลกลุ่มนี้ พวกเขาไม่มีสิทธิในการเคลื่อนไหวและไม่สามารถแม้กระทั่งเดินทางระหว่างหมู่บ้านได้ หากพวกเขาต้องการที่จะสมรสกัน ก็จำเป็นต้องได้รับอนุญาติจากทางการ พวกเขายังถูกบังคับให้ใช้แรงงาน ถูกขูดรีดภาษี และถูกจับกุมได้โดยพละการ จากรายงานของประเทศพม่าตามพันธกรณี (Universal Periodic Review) ภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา ลงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๓ ทางการพม่าได้กล่าวว่า บุคคลกลุ่มนี้มิใช่ผู้ที่มีสัญชาติพม่า หากแต่เป็นบุคคลต่างด้าวผิดกฏหมายซึ่งอาศัยอยู่ตามชายแดนทางเหนือของรัฐรักขิ่น ทางการพม่ายังได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของนานาชาติในการแก้ไขกฏหมายสิทธิว่าด้วยการเป็นพลเมืองปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ถึงแม้ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาการแบ่งแยกทางเชื้อชาติของชาวโรฮิงยาให้หมดไป ประเทศไทยมีพันธะหน้าที่อันสืบเนื่องมาจากสนธิสัญญาทางสิทธิมนุษยชนและกฏหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศในส่วนของหลักการห้ามผลักดันกลับ ซึ่งรัฐไม่สามารถขับไล่หรือผลักดันบุคคลใด ๆ ไปยังชายเขต ซึ่งชีวิตหรืออิสรภาพของบุคคลนั้น ๆ อาจถูกคุกคามหรือประหัตประหาร นอกเหนือไปจากนั้นประเทศไทยได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (The UN Human Rights Council) อีกทั้งเป็นคณะกรรมการระดับสูงของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ในการที่ประเทศไทยได้รับตำแหน่งนี้ ประเทศไทยจึงจำต้องอุทิศตนต่อสิทธิมนุษยชนในระดับชาติ ภูมิภาค และนานาชาติ เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ทางเครือข่ายขอให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงการหนีภัยของชาวโรฮิงยาและปกป้องพวกเขาจากการประหัตประหาร รวมถึงอนุญาติให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และผู้ให้คำปรึกษาด้านกฏหมาย เข้าถึงพวกเขาเหล่านี้ และไม่ผลักดันพวกเขากลับไปยังประเทศพม่า ที่ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะถูกประหัตประหารและอยู่ในสภาพที่เลวร้าย ทางเครือข่ายขอให้รัฐบาลจัดทำกรอบแนวทางตามกฏหมายและกระบวนการที่เป็นระบบเพื่อรับมือกับปัญหาทางด้านผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยในประเทศไทย ด้วยความเคารพเป็นอย่างสูง เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (เอพีอาร์อาร์เอ็น)

This entry was posted in APRRN Statements. Bookmark the permalink.